| :::: Back :::: | News & Articles | :::: Home :::: |  

: : กองทัพอากาศสีดำ : :

การตัดสินใจซื้อเครื่องบินอัลฟาเจ็ตของกระทรวงกลาโหม จำนวน 25 เครื่อง เป็นเครื่องยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่า ประเทศไทย กำลังตั้งอยู่ในความประมาท ทำให้ปัญหาความมั่นคง ตลอดจนเอกราช และอธิปไตยของชาติ ตกอยู่ในความเสี่ยงภัย ความจริงกองทัพอากาศนั้น มีสีสัญลักษณ์คือสีเทา แต่ในยุคทาสีนี้ อะไร ๆ ก็ผันแปรไปได้ทั้งสิ้น กองทัพอากาศ ก็เช่นเดียวกัน แต่การที่กองทัพอากาศมีสีดำ ไม่ใช่การกระทำ ของกองทัพอากาศเอง หากมีไอ้โม่ง เอาสีดำไปป้าย ให้กองทัพอากาศ ต้องเปรอะเปื้อน มีการเอาสีดำไปทา ให้กับกองทัพอากาศ ว่าทุจริต หลอกลวงรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม และนายกรัฐมนตรี ให้ซื้อเศษเหล็กในราคาแพง ซึ่งไม่เป็นธรรมต่อกองทัพอากาศ ทั้งไม่เป็นความจริงอย่างสิ้นเชิง

เรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวข้องด้วยเอกราชอธิปไตย และความมั่นคงของชาติ เป็นเรื่องศักดิ์ศรี และเกียรติภูมิ ของกองทัพอากาศ จึงเป็นเรื่องที่ จะยอมให้ผ่านไป อย่างง่าย ๆ และคลุมเครือไม่ได้ หากเป็นเรื่องที่ ต้องทำความจริงให้ปรากฎ ทำให้ประชาชนชาวไทย ทั้งประเทศ ได้ทราบ และเข้าใจความจริง โดยถูกต้องถ่องแท้ และนี่คือ หน้าที่ของสื่อมวลชน คือหน้าที่ของคอลัมน์นี้

การทาสีเรื่องนี้ เกิดขึ้นเนื่องจากกองทัพอากาศ ได้เสนอซื้อเครื่องบินโจมตีขนาดเล็ก หรือที่เรียกกันว่า เครื่องบินอัลฟาเจ็ต จำนวน 50 เครื่อง จากประเทศเยอรมนี ในราคาเครื่องละ 1 ล้านบาท ในจำนวน 50 เครื่องนี้ จะใช้สำรองไว้เป็นอะไหล่ 10 เครื่อง ส่วนอีก 40 เครื่อง จะปรับปรุงยกระดับ เพื่อนำเข้าประจำการ ในฝูงบิน ของกองทัพอากาศ แบ่งเป็น 2 ฝูงบิน ฝูงบินละ 20 เครื่อง ในการปรับปรุงยกระดับ เพื่อให้มีสมรรถนะ พร้อมประจำการ และมีสมรรถนะสูงขึ้น จะต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มอีก เครื่องละ 49 ล้านบาท รวมความว่า ในจำนวนเครื่องบินอัลฟาเจ็ต 50 เครื่อง นั้น จะต้องเสียค่าจัดซื้อจัดหา ในราคาเครื่องละ 1 ล้านบาท จำนวน 10 เครื่อง เพื่อสำรองเป็นอะไหล่ และในราคาเครื่องละ 50 ล้านบาท จำนวน 40 เครื่อง เพื่อเข้าประจำการ ในฝูงบิน ของกองทัพอากาศ แบ่งเป็น 2 ฝูงบิน ฝูงบินละ 20 เครื่อง

นี่คือที่มาของการทาสีให้กับกองทัพอากาศ โดยมีไอ้โม่งกลุ่มหนึ่ง เชิญสื่อมวลชนจำนวนหนึ่ง ไปให้ข้อมูลอันเป็นเท็จว่า เครื่องบินที่จะซื้อนี้ เป็นเศษเหล้กที่ไม่ใช้แล้ว การเสนอจัดซื้อ จึงเป็นการหลอกลวง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และนายกรัฐมนตรี เพราะมีคนได้ค่าคอมมิชชั่น ในการจัดซื้อรายนี้ ควรจะตั้งข้อสังเกตด้วยว่า ไอ้โม่งกลุ่มนี้รู้เรื่องดี จึงไม่ใช่ชาวบ้านอย่างเราท่าน แต่จะเป็นนักค้าอาวุธกับกองทัพหรือไม่ ย่อมเป็นเรื่องที่ วิญญูชนทั้งหลาย ควรจะได้ตั้งข้อสังเกต ไว้เสียแต่ต้น เพราะถ้าหากกองทัพอากาศ ไม่ซื้อเครื่องบินอัลฟาเจ็ตรายนี้แล้ว ก็ต้องซื้อเครื่องบินอื่นอยู่ดี และเครื่องบินอื่นที่ว่านั้น จะเป็นราคาเท่าใด ผลประโยชน์ตกได้แก่ผู้ใด ย่อมเป็นเรื่องน่าคิดทั้งนั้น ความจริง เครื่องบินอัลฟาเจ็ตรายนี้ เป็นเครื่องบินโจมตีขนาดเล็ก มีสมรรถนะสูง เพราะสามารถติดอาวุธได้หลายชนิด และสามารถบรรทุกระเบิด ได้จำนวนมากกว่า เครื่องบินโจมตีขนาดเดียวกัน ที่เรามีอยู่มากนัก เครื่องบินอัลฟาเจ็ต เป็นเครื่องบินโจมตีที่ทันสมัย ที่ผลิตร่วมกันระหว่าง กระทรวงกลาโหม ของประเทศเยอรมนี กับกระทรวงกลาโหม ของประเทศฝรั่งเศส และมีประจำการ อยู่ในกองทัพอากาศ ของกลุ่มประเทศนาโต้ และนอกกลุ่มนาโต้ เฉพาะฝรั่งเศสนั้น มีเครื่องบินชนิดนี้ ประจำการอยู่ถึง 175 เครื่อง และเมื่อนับรวมที่ประจำการอยู่ในโลก ก็มีจำนวนทั้งสิ้นเกือบ 1,000 เครื่อง ไม่ใช่เครื่องบินที่ล้าสมัย หรือไม่ได้เรื่อง ไม่ได้ราว แต่ประการใด

กระทรวงกลาโหมเยอรมนี จำเป็นจะต้องปลดประจำการ และขายเครื่องบินอัลฟาเจ็ตจำนวนหนึ่ง เป็นผลมาจาก การรวมประเทศ เยอรมันตะวันตก และตะวันออก เข้าเป็นประเทศเดียวกัน ดังนั้น จึงเป็นผลให้ จำนวนเครื่องบินโจมตี ของประเทศเยอรมนี มีจำนวนมากกว่าที่กำหนดไว้ ในสนธิสัญญา ว่าด้วยการลดอาวุธ และกำลังรบ ในยุโรป จึงต้องลดจำนวนเครื่องบินโจมตีลง ให้เหลือจำนวนไม่เกินกว่า จำนวนที่กำหนดไว้ หลังจากปลดประจำการ เครื่องบินโจมตีดังกล่าว แล้ว กระทรวงกลาโหมเยอรมนี ต้องจัดสร้างโรงเก็บ และต้องเสียค่าใช้จ่าย ในการดูแลรักษา ซึ่งเป็นภาระแก่กองทัพเยอรมนี ดังนั้น จึงต้องจัดการขาย เครื่องบินดังกล่าว ให้แก่มิตรประเทศ สำหรับประเทศไทย ซึ่งเป็นมิตรประเทศ ที่ใกล้ชิดมากประเทศหนึ่ง ของเยอรมนี จึงได้รับจัดสรรเสนอขายให้ จำนวน 50 เครื่อง ในราคามิตรภาพแบบให้เปล่า คือเครื่องละ 1 ล้านบาท โดยได้ยื่นข้อเสนอดังกล่าวนี้ ให้แก่กองทัพอากาศ เมื่อต้นปี 2542


กองทัพอากาศได้พิจารณาแล้วเห็นควรจัดซื้อ โดยมีเหตุผลอยู่ 3 ประการ คือ.-

ข้อแรก ขณะนี้ ศักยภาพทางอากาศของประเทศไทย เป็นรองต่อศักยภาพทางอากาศ ของประเทศข้างเคียง ไม่ว่าเวียดนาม มาเลเซีย หรือพม่า

ข้อสอง ในอีก 4 ปี ข้างหน้า จำเป็นจะต้องปลดประจำการ เครื่องบินโจมตีขนาดเล็ก ซึ่งใช้มาเป็นเวลานาน และล้าสมัย อีกจำนวน 4 ฝูง จำเป็นต้อ งเตรียมกำลังทดแทน ให้ทันต่อสถานการณ์ เพราะ การจัดหาเครื่องบินรบนั้น ต้องใช้ระยะเวลา 3 - 5 ปี จึงจะได้มา ไม่ใช่มีเงินแล้วก็ซื้อได้ทันที

ข้อสาม เครื่องบินรายนี้ มีสมรรถนะการบินมาตรฐานถึง 10,000 ชั่วโมงบิน แต่ได้ใช้มาเพียง 2,000 ชั่วโมงบิน เท่านั้น สามารถใช้ได้ต่อไปอีก 15 - 25 ปี และราคาก็ถูกมาก เพราะถ้าเป็นเครื่องบินใหม่ จะมีราคาถึงเครื่องละ 23 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเท่ากับเครื่องละ 874 ล้านบาท การที่เยอรมนี เสนอขายเพียง เครื่องละ 1 ล้านบาท เป็นการเสนอขาย แบบให้เปล่า เพื่อไม่ให้ผิดกฎหมาย ของเยอรมนี ที่กำหนดว่า ห้ามให้เปล่า อาวุธยุทโธปกรณ์ ทั้งค่าปรับปรุงยกระดับ ในราคาเครื่องละ 49 ล้านบาท เพื่อให้พร้อมประจำการ และมีสมรรถนะสูงขึ้น ก็ถูกแสนถูก หากไม่ซื้อเครื่องบินรายนี้ ก็จะต้องซื้อเครื่องบินอื่นอยู่ดี และเครื่องบินแบบเดียวกัน ก็จะมีราคาถึงเครื่องละ กว่า 20 ล้านเหรียญสหรัฐ ฯ ซึ่งประเทศไทยยามวิกฤตนี้ จะประสบปัญหา ในการจัดหาเงินมาจัดซื้อ

ข้อเสนอจัดซื้อ จึงเป็นไปเพื่อประหยัดเงินของประเทศไทย สำหรับอะไหล่ ของเครื่องบินดังกล่าว กระทรวงกลาโหมเยอรมนี จะเป็นผู้รับผิดชอบ จัดหาให้ ตลอดระยะเวลา 15 ปี แต่เพื่อป้องกัน มิให้กองทัพอากาศ ต้องจัดซื้ออะไหล่ ในราคาที่แพง จึงควรซื้อเครื่องบินชนิดนี้ มาสำรองไว้อีก 10 เครื่อง หากจำเป็นต้องใช้ เครื่องอะไหล่ก็อาจถอดเปลี่ยน เพื่อทดแทนได้ เพราะอุปกรณ์เพียงบางส่วน ของแต่ละเครื่อง ก็มีมูลค่ารวมกันกว่า 100 ล้านบาทแล้ว นอกจากนั้น ราคาในการจัดหาครั้งนี้ ยังรวมถึง ค่าฝึกสอน และค่าส่งมอบอีกด้วย ข้อเสนอของกองทัพอากาศ ดังกล่าวนี้ ได้รับความเห็นชอบ จากกระทรวงกลาโหม เมื่อต้นปี และกระทรวงกลาโหม ได้จัดตั้งคณะกรรมการ ขึ้นหลายคณะ เพื่อดำเนินการ กระบวนการต่อรองราคา คณะกรรมการ ตรวจสอบสมรรถนะ ของเครื่องบิน และการซ่อมบำรุง หลังการจัดซื้อ ผลการทำงาน ของคณะกรรมการ ของกระทรวงกลาโหม ทุกคณะ ปรากฎว่า เห็นสมควรจัดซื้อ ตามข้อเสนอของกองทัพอากาศ เนื่องจาก การจัดซื้อรายนี้ เป็นการจัดซื้อแบบรัฐต่อรัฐ โดยกระทรวงกลาโหมเยอรมนี เป็นผู้ขาย และกองทัพอากาศไทย เป็นผู้ซื้อ จึงไม่มีทาง ที่จะเกิดการทุจริตขึ้นได้ และไม่มีค่าคอมมิชชั่นใด ๆ ที่จะต้องจ่ายให้แก่กัน แต่กระนั้น ไอ้โม่งก็ยังสู้ทาสีเรื่องนี้ได้ ผู้คนทั้งปวง ก็ย่อมมองเห็นได้ว่า อะไรคือสีดำ ในขณะที่ กองทัพอากาศ ก็สามารถฟื้นฟูเกียรติภูมิ ดำรงเกียรติศักดิ์ศรี แห่งสัญลักษณ์สีเทา ไว้ได้สืบไป

แต่ในขณะที่เรื่องกำลังเข้าสู่การพิจารณา ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ก็มีไอ้โม่ง เอาสีมาทา ให้กับกองทัพอากาศ ดังที่ได้กล่าวข้างต้น และเป็นการทาสีที่ได้ผล เพราะในที่สุดแล้ว กองทัพอากาศ ก็ได้รับอนุมัติ ให้จัดซื้อเพียงครึ่งเดียว คือจำนวน 25 เครื่อง โดยจัดจำนวน 20 เครื่อง เข้าประจำการ 1 ฝูงบิน และที่เหลืออีก 5 เครื่อง ใช้สำรอง ทันทีที่ข่าวนี้ปรากฎ เครื่องบินจำนวนที่เหลืออีก 25 เครื่อง ก็ถูกประเทศ สหรัฐอาหรับเอมิเรตต์ ซื้อไป และประเทศไทย ก็สูญเสียโอกาส ที่ดีที่สุดนี้ไปด้วยเช่นเดียวกัน

ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้แถลงว่า ในอนาคต ถ้ามีงบประมาณเพียงพอ ก็จะได้พิจารณาสนับสนุนจัดหาให้ ซึ่งฟังแล้วก็ชื่นใจดี แต่คนที่นั่งอมยิ้มอยู่ ก็คือพ่อค้าขายอาวุธ ที่จ้องขายเครื่องบินโจมตีแบบอื่น ให้กับกองทัพอากาศอยู่ และในการจัดซื้อใหม่นั้น ก็อาจต้องจัดซื้อ ถึงราคาเครื่องละ 23 ล้านเหรียญสหรัฐ ฯ คิดเพียงจำนวน 20 เครื่อง ก็จะเป็นเงินถึง 460 ล้านเหรียญสหรัฐ ฯ คิดเป็นเงินไทย ในอัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบัน ก็ตกเป็นเงินถึง 17,480 ล้านบาท


นี่มิใช่เรียกว่าเสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่ายดอกหรือ

ในยามที่ประเทศไทยขาดแคลนงบประมาณ และในยามที่จำเป็นต้องจัดเตรียมกำลังทางอากาศ ทั้งด้านที่ทดแทน ส่วนที่จะปลดประจำการ และส่วนที่จัดหาเพิ่มเติม จึงเป็นไปได้ยาก เหตุนี้ กองทัพอากาศ จึงได้แต่ดมยาหอมไปพลางก่อน แต่ความสำคัญก็คือ เรากำลังนำประเทศ ไปสู่ความเสี่ยงภัย ต่อปัญหาเอกราชอธิปไตย ทำให้อำนาจในการเจรจาต่อรอง ลดต่ำลงอย่างน่าใจหาย ดังนั้น อย่าได้แปลกประหลาดใจเลย ถ้าหากว่า การเจรจาต่อรอง เรื่องปักปันเขตแดน ทางภาคใต้ เรื่องการเจรจาสิทธิประโยชน์ทางทะเล ในอ่าวไทย เรื่องการเจรจาปัญหาเขตแดน ด้านตะวันตก และด้านตะวันออก ประเทศไทย จะตกอยู่ในฐานะที่อ่อนข้อมากขึ้น การเจรจาทางการทูตบนโต๊ะเจรจานั้น ขึ้นอยู่กับกำลังรบของกองทัพ นี่เป็นกฎทั่วไป แม้ว่าจะดูคล้ายกับกฎป่า แต่ก็เป็นความจริงที่เกิดขึ้น นับแต่มีสงครามเริ่มขึ้นในโลก จนถึงปัจจุบันนี้ แม้ในกาลข้างหน้า

การตัดสินใจครั้งนี้ จึงเป็นความผิดพลาดใหญ่หลวง ที่นำพาประเทศไปสู่ความเสี่ยงภัย ในปัญหาเอกราชอธิปไตย หลังจากที่ประสบความล้มเหลว ในการกอบกู้ประเทศ จากวิกฤติทางเศรษฐกิจ ดังที่ได้เห็นอยู่ในปัจจุบัน นี่เป็นบทเรียนว่า ข้ออ้างเรื่องความซื่อสัตย์อย่างเดียวนั้น ไม่เพียงพอ หากยังต้องประกอบด้วย ความรู้ ความสามารถ และปัญญาทัศน์ ในการนำพาประเทศ อีกด้วย เป็นบทเรียนที่ชนชาวไทยจะต้องตระหนัก และไม่ให้เกิดความผิดพลาดซ้ำอีก มิฉะนั้น ไม่เพียงแต่จะจมดิ่ง อยู่ในหายนะทางเศรษฐกิจเท่านั้น แม้เอกราชอธิปไตยของชาติ ที่บรรพบุรุษไทย ได้สร้างและรักษามา ก็จะรักษาไว้ไม่ได้

หนังสือพิมพ์ “ผู้จัดการรายวัน” ฉบับประจำวันที่ 18 สิงหาคม 2542
ในคอลัมน์ “ข้างประชาราษฎร”

บทความนี้ นับว่าเป็นเสียงสะท้อนจากสื่อมวลชน ที่เข้าใจถึง "รัฐนิยม" อย่างถ่องแท้ จากใจครับ ขอบคุณจริง ๆ ที่แสดงความบริสุทธิ์ ของกองทัพอากาศ ในการขอรับการสนับสนุนงบประมาณ ในการจัดซื้อเครื่องบิน Alpha Jet จำนวน 50 เครื่อง ซึ่ง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม อนุมัติให้จัดซื้อครึ่งหนึ่ง ตามรายละเอียดของบทความนี้ครับ เป็นหน้าที่สื่อมวลชนจริง ๆ ที่จะต้องชี้แจง ให้สาธารณชนทราบ ถึงวัตถุประสงค์ เงื่อนไข ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานความโปร่งใส ตรวจสอบได้ (แต่เขี้ยวเล็บ ความแข็งแกร่ง และข้อด้อย ยังต้องเป็นความลับครับ) เพราะอย่าดึงลูกหลานไทย ไปเป็นเหยื่อ เพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์เลยครับ

เชื่อไหมครับ กระทรวงกลาโหมอังกฤษ ซื้อ Alpha Jet จำนวน 12 เครื่อง (6 เครื่อง ใช้งาน เก็บไว้เป็นอะไหล่ 6 เครื่อง เช่นเดียวกับกองทัพอากาศไทย) บรรจุให้กับสำนักงานประเมินค่า และวิจัยกระทรวงกลาโหม เพื่อใช้ในภารกิจ เป็นเครื่องบินพี่เลี้ยง บินประกบกับเครื่องบิน ที่กองทัพอากาศอังกฤษ กำลังทดลองบินอยู่ เพื่อให้ได้ข้อเปรียบเทียบ ในเรื่องสมรรถนะ และขีดความสามารถ ในการบินทั้งมวล เช่น ความสามารถสูงสุดในการบินโจมตี อังกฤษ ซื้อเพื่อทดแทน บ. Hawks และเครื่องบินแบบเก่า ที่จะต้องปลดประจำการ (จากวารสาร Flight International )

ขอบคุณสามครั้งครับ จากใจ พล.อ.ต.วัชระ ฤทธาคนี
vacharar@rtaf.mi.th


| :::: Back :::: | News & Articles | :::: Home :::: |