| :::: Back :::: | News & Articles | :::: Home :::: |  
จากปัญหา วิกฤตเศรษฐกิจของประเทศชาติ ที่ส่งผลกระทบไปสู่ พลังอำนาจแห่งชาติ ในทุกระบบนั้น ทำให้ พลังอำนาจแห่งชาติ ทางทหาร ต้องปรับเปลี่ยนแนวทาง ในการบริหารกองทัพ ตลอดจนแนวความคิด ที่จะทำให้กองทัพ สามารถดำรงภารกิจต่อไปได้ ภายใต้สภาวะเศรษฐกิจขาลง ดังเช่นปัจจุบัน

กองทัพอากาศ มีเจตนารมย์แน่วแน่ ในการที่จะเตรียมกำลังกองทัพอากาศ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติ และป้องกันราชอาณาจักร ตามแนวนโยบายที่รัฐบาลได้กำหนดไว้ เพื่อให้กองทัพอากาศ มีขนาดกระทัดรัด แต่มีประสิทธิภาพ สูงขึ้น ตามแนวความคิด ในการพัฒนากองทัพอากาศ 10 ปี (2541-2550) โดยแบ่งการดำเนินการเป็น 4 มาตรการ คือ...

การปรับระดับฐานบิน
กองทัพอากาศมีฐานบินจำนวน 12 แห่ง เป็นกองบิน 11 แห่ง และโรงเรียนการบิน 1 แห่ง มีฝูงการบินสนามจำนวน 8 แห่ง กองทัพอากาศ ได้กำหนดแนวทางในการปรับการใช้งาน ของฐานบิน ให้เหมาะสมกับภารกิจ การวางกำลัง และการใช้กำลัง ตลอดจน การส่งกำลังและซ่อมบำรุง โดยกำหนดระดับฐานบิน ที่มีอยู่ในปัจจุบัน ไว้เป็น 4 กลุ่ม คือ
  • ฐานบินปฏิบัติการหลัก ได้แก่ โคราช ตาคลี(นครสวรรค์) สุราษฏร์ธานี โคกกระเทียม โรงเรียนการบิน นครปฐม
  • ฐานปฏิบัติการหน้า ได้แก่ อุดรฯ อุบลฯ เชียงใหม่ หาดใหญ่
  • ฐานบินปฏิบัติการพิเศษ ได้แก่ พิษณุโลก ประจวบคีรีขันธ์
  • ฐานบินปฏิบัติการสำรอง จำนวน 11 แห่ง อาทิ วัฒนานคร น่าน ฯลฯ

โดยบรรจุเครื่องบินรบหลัก ไว้ที่ฐานบินปฏิบัติการหลัก 3 แห่ง คือ ฐานบินโคราช ตาคลี และสุราษฎร์ธานี ในการปรับระดับฐานบิน และแยกการบรรจุอากาศยาน อย่างชัดเจน ทำให้ง่ายต่อการพัฒนาในอนาคต ซึ่งในขั้นต้น ได้ปรับลดฐานบิน ที่มีอากาศยานประจำ ลง 1 ฐานบิน คือ กองบิน 23 (อุดรฯ) โดยให้แปรสภาพ เป็นฐานบินปฏิบัติการหน้า ที่ไม่มีอากาศยานบรรจุ ซึ่งจะส่งผลให้ สามารถลดกำลังพล และค่าใช้จ่าย ได้เป็นจำนวนมาก ซึ่งได้ดำเนินการแล้วเสร็จ ในเดือนกันยายน 2541
ในระยะยาว กองทัพอากาศ มีแผนที่จะปรับลดฐานบิน ในลักษณะดังกล่าว ลงอีก 1-2 ฐานบิน โดยให้สอดคล้อง กับแผนการลด ประเภทอากาศยาน ของกองทัพอากาศในอนาคต

การปรับลดกำลังและเพิ่มขีดความสามารถอากาศยาน
กองทัพอากาศ ได้ปรับแนวทางการใช้งานอากาศยานใหม่ โดยลดการใช้งาน หรือปลดประจำการ อากาศยานที่หมดความจำเป็น ทางยุทธการ โดยจัดรวมอากาศยาน ประเภทเดียวกัน ไว้ในหน่วยเดียวกัน ทำให้สามารถลดฝูงบิน ตามแผนโครงสร้างกำลังรบ ลงจากเดิมที่มีอยู่ 36 ฝูงบิน เหลือไม่เกิน 24 ฝูงบิน โดยได้กำหนดความต้องการ กำลังของเครื่องบินรบหลัก ขั้นต่ำสุดไว้ 5 ฝูงบิน และเครื่องบินโจมตีเบา ขั้นต่ำสุดไว้ 4 ฝูงบิน ซึ่งตามแผนเดิม เครื่องบินรบหลัก จะประกอบด้วย F-16A/B 2 ฝูงบิน และ F-5E/F 2 ฝูงบิน และ F/A-18 C/D 1 ฝูงบิน
อย่างไรก็ตาม เมื่อกองทัพอากาศ ยกเลิกการจัดหาเครื่องบินรบสมรรถนะสูง F/A-18 C/D เนื่องจากปัญหาด้านเศรษฐกิจของประเทศ ทำให้เกิดผลกระทบ ต่อขีดความสามารถ ในการปฏิบัติภารกิจทางอากาศ ของกองทัพอากาศ ทั้งด้านจำนวน และสมรรถนะ ของอากาศยาน ในส่วนของเครื่องบินโจมตีเดิม กองทัพอากาศ จึงมีแผนที่จะปรับปรุงขีดความสามารถ ของเครื่องบินรบหลักที่มีอยู่ และจัดหาเพิ่มเติม อีกจำนวนหนึ่ง เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการ ด้านยุทธการขั้นต่ำสุด ดังกล่าวข้างต้น โดยจะดำเนินการเป็น 5 ขั้นตอนดังนี้
  • ปรับปรุงขีดความสามารถของเครื่องบิน F-5E/F 2 ฝูงบิน ซึ่งมีขีดจำกัดในเรื่อง รัศมีปฏิบัติการ และระบบอาวุธ ให้มีขีดความสามารถ ในการใช้อาวุธอากาศสู่อากาศ และ อากาศสู่พื้น ที่มีความแม่นยำสูงขึ้น รวมทั้งเสริมโครงสร้าง ให้มีอายุการใช้งานได้อีก 10-15 ปี

  • ปรับปรุงขีดความสามารถของเครื่องบิน F-16A/B จำนวน 2 ฝูงบิน ให้มีขีดความสามารถของระบบ Avionics และระบบอาวุธเพิ่มขึ้น จนสามารถใช้ระบบอาวุธพิสัยไกล อากาศสู่อากาศ และอากาศสู่พื้น ที่มีความแม่นยำสูง รวมถึงการยืดอายุการใช้งานออกไปอีก 15-20 ปี

  • จัดหาเครื่องบินขับไล่สมรรถนะสูง F-16A/B ซึ่งเคยประจำการในกองทัพอากาศสหรัฐฯ จำนวน 1 ฝูงบิน (16 เครื่อง) และมีแผนในระยะยาว ที่จะจัดหาเพิ่มเติมอีก 2 ฝูงบิน (36 เครื่อง) เพื่อเป็นเครื่องบินรบหลักของกองทัพอากาศ ทดแทนเครื่องบินรบแบบ F-5E/F เมื่อจะหมดอายุการใช้งาน

  • จัดหาเครื่องบินโจมตีเบาจำนวน 2 ฝูงบิน ทดแทนเครื่องบิน OV-10 และ AU-23 ซึ่งกำลังจะหมดอายุการใช้งานในอีก 2 ปีข้างหน้า เพื่อใช้ในภารกิจ สนับสนุนทางอากาศโดยใกล้ชิด ให้กับหน่วยกำลังภาคพื้น จึงได้มีการพิจารณา จัดหาเครื่องบิน Alpha Jet ของประเทศเยอรมนี ในปี 2542

  • ในการปฏิบัติการทางอากาศ นอกจากจะต้องมีเครื่องบินรบแล้ว ยังจำเป็นต้องมีเครื่องบินประเภทอื่นๆ เพื่อสนับสนุน ให้เครื่องบินรบ ปฏิบัติภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เช่น เครื่องบินควบคุมและแจ้งเตือนในอากาศ หรือ AEW & C (Airborne Early Warning and Control) เนื่องจากระบบเรดาร์ภาคพื้น มีขีดจำกัดในการตรวจจับเครื่องบินที่บินต่ำ ในบริเวณพื้นที่ที่เป็นภูเขาสูง ซึ่งเครื่องบินข้าศึก อาจเล็ดลอดเข้ามา ปฏิบัติการต่อเป้าหมายที่สำคัญในประเทศได้ จึงจำเป็นต้องใช้ เครื่องบินควบคุมแจ้งเตือนภัยในอากาศ เสริมกับระบบเรดาร์ภาคพื้น เพื่อลดจุดบอดในพื้นที่ดังกล่าว

สำหรับในส่วนของการช่วยเหลือประชาชนนั้น กองทัพอากาศ มีแผนที่จะปรับปรุงอากาศยาน ให้สามารถตอบสนองความต้องการ ในภารกิจดังกล่าว ดังนี้คือ
  • ปรับปรุงเครื่องบินแบบ C-47 เป็นเครื่องบิน B-67 เพิ่มเติม จำนวน 6 เครื่อง ในการปฏิบัติภารกิจฝนหลวง ซึ่งจะช่วยเพิ่มปริมาณน้ำฝน บริเวณเหนือเขื่อน และพื้นที่การเกษตร ให้ครอบคลุมพื้นที่มากขึ้น และได้ดัดแปรเสร็จสมบูรณ์แล้ว
  • การติดตั้งอุปกรณ์ดับไฟป่ากับอากาศยานแบบต่างๆ ของกองทัพอากาศ ที่มีสมรรถนะและคุณลักษณะเหมาะสม ในการดับไฟป่า เพื่อสนับสนุน กระทรวงเกษตรฯ และส่วนราชการอื่นๆ ในการร่วมกันป้องกันและดับไฟป่า เพื่อลดความสูญเสียทรัพยากรป่าไม้ของชาติ

กำลังทางอากาศมีคุณลักษณะเด่นในเรื่อง ความเร็ว รัศมีปฏิบัติการ อำนาจการทำลาย และสามารถปฏิบัติภารกิจได้หลายอย่าง ในเวลาเดียวกัน ฉะนั้น ถ้าจะใช้ให้ได้ผลสูงสุด จะต้องมีการวางแผน การสั่งการ การติดตามผลการปฏิบัติ ซึ่งเรียกรวมกันว่า ระบบบัญชาการและควบคุมที่ดี ซึ่งรวมถึง การมีเครือข่ายติดต่อสื่อสาร ที่มีประสิทธิภาพ เพื่อปฏิบัติการของหน่วยบิน และหน่วยกำลังรบอื่นๆ ได้ตลอดเวลา สามารถตัดสินตกลงใจ สั่งการใช้กำลังทางอากาศ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทันเหตุการณ์
    ปัจจุบัน กองทัพอากาศได้พัฒนา ระบบป้องกันทางอากาศอัตโนมัติ ซึ่งมีชื่อเรียกว่า Royal Thai Air Defense System (RTADS) โดยแบ่งการพัฒนาเป็นขั้นๆ
    ขั้นแรก บริเวณภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉลียงเหนือตอนล่าง ได้ดำเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้ว
    ขั้นที่สอง บริเวณภาคใต้ ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการ กำหนดแล้วเสร็จในปี 2542
    ส่วนขั้นที่สาม บริเวณภาคตะวันตก ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน จะดำเนินการต่อไป เมื่อสถานภาพงบประมาณเอื้ออำนวย
โดยมีศูนย์ยุทธการทางอากาศ ณ ที่ตั้งดอนเมือง เป็นศูนย์บัญชาการและควบคุมการใช้กำลังทางอากาศ และจะจัดตั้งศูนย์ยุทธการทางอากาศสำรองอีก 1 แห่ง เพื่อเป็นศูนย์บัญชาการสำรองกรณีฉุกเฉิน นอกจากนั้นข้อมูลของระบบฯ ยังได้ต่อเชื่อมเข้ากับ เครือข่ายข้อมูลป้องกันทางอากาศอัตโนมัติร่วม (JADDIN : Joint Air Defense Digital Information Network) สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูล และประสานการปฏิบัติในการป้องกันภัยทางอากาศ ระหว่างเหล่าทัพต่อหน่วยทหารที่เกี่ยวข้อง ทั่วประเทศ

อย่างไรก็ตาม การใช้เรดาร์ภาคพื้นในระบบป้องกันภัยทางอากาศอัตโนมัติ มีข้อจำกัดในการตรวจจับเป้าหมายนอกประเทศ โดยเฉพาะทางด้านตะวันตก เนื่องจากภูมิประเทศเป็นภูเขาสูง อันเป็นจุดอ่อนของระบบฯ จำเป็นต้องมี ระบบควบคุมและแจ้งเตือนในอากาศ (Airborne Early Warning) เสริมให้กับ สถานีเรดาร์ภาคพื้น เพื่อขจัดจุดอ่อนนั้น นั่นคือระบบบัญชาการและควบคุม ของกองทัพอากาศ ซึ่งประกอบด้วยเครือข่าย ระบบเรดาร์แจ้งเตือนภัยทางอากาศ ระบบสื่อสารโทรคมนาคม และระบบข้อมูลข่าวสารทางการรบ (Combat Information) โดยกองทัพอากาศมีแผนที่จะพัฒนาให้ทันสมัยขึ้น ดังนี้

ระบบป้องกันทางอากาศอัตโนมัติ (RTADS)
ปัจจุบัน กองทัพอากาศได้พัฒนาระบบป้องกันทางอากาศอัตโนมัติระยะที่ 1 เสร็จเรียบร้อยแล้ว ครอบคลุมบริเวณภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กำลังดำเนินการระยะที่ 3 บริเวณภาคใต้ กำหนดแล้วเสร็จในปี 2542 สำหรับระยะที่ 2 บริเวณภาคตะวันตกภาคเหนือ ยังไม่ได้ดำเนินการ มีแผนที่จะพัฒนาต่อไปให้ครบทั้ง 3 ระยะ เพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ เมื่อสถานภาพงบประมาณเอื้ออำนวย

เรดาร์ภาคพื้น
ในการตรวจจับเป้าหมายทางอากาศ เพื่อส่งผ่านข้อมูลผ่านระบบ RTADS มายังศูนย์ควบคุมการปฏิบัติทางอากาศ จำเป็นต้องมีอุปกรณ์ที่ทันสมัย โดยจะปรับปรุงสถานีเรดาร์ที่มีจำนวนทั้งหมด 12 แห่ง (เป็นเรดาร์ยุทธวิธีจำนวน 3 แห่ง) โดยมีแผนที่จะปรับลดให้เหลือเพียง 10 แห่ง เพื่อหวังผลในการตรวจจับเป้าหมายระยะไกล ให้สามารถครอบคลุม พื้นที่ตามแนวชายแดนได้ทั้งหมด ซึ่งจะเลิกการใช้สถานีเรดาร์เดิมบางแห่ง และจัดหาติดตั้งเพิ่มเติมอีก 2 แห่ง คือ ที่จังหวัดเลย และกาญจนบุรี เพื่อให้การเฝ้าตรวจทางอากาศ สามารถทำได้ครอบคลุมพื้นที่รอบประเทศไทย อย่างครบถ้วน

เครื่องบินควบคุมและแจ้งเตือนภัยในอากาศ (AEW & C)
นอกจากการมีเรดาร์ภาคพื้น ตรวจจับเป้าหมายส่งผ่านข้อมูลผ่านระบบ RTADS มายังศูนย์ควบคุมการปฏิบัติทางอากาศแล้ว เครื่องบินควบคุมและแจ้งเตือนภัยในอากาศ ยังมีความจำเป็นที่จะใช้เสริม เพื่อลดจุดบอด ในพื้นที่ที่เรดาร์ภาคพื้น ไม่สามารถตรวจจับเป้าหมายได้ และยังอ่อนตัว สามารถนำไปใช้ในพื้นที่ต่างๆ ของประเทศได้อย่างรวดเร็ว กองทัพอากาศ จึงมีแผนที่จะจัดหาเครื่องบินดังกล่าวไว้ใช้งาน เมื่องบประมาณเอื้ออำนวย เพื่อให้ระบบการป้องกันภัยทางอากาศโดยรวมของประเทศ มีความสมบูรณ์ทั้งระบบ

โครงสร้างกำลังพล กองทัพอากาศได้ตั้งเป้าหมายไว้ว่า ในปี 2550 จะสามารถลดกำลังพลลงได้อย่างน้อยร้อยละ 20 หรือมีอัตราส่วน อากาศยานต่อกำลังพล เท่ากับ 1:150 ซึ่งจะทำให้กองทัพอากาศ สามารถให้การฝึกศึกษา ตลอดจนสวัสดิการ แก่กำลังพล ได้อย่างเต็มที่และทั่วถึง จะส่งผลให้ เป็นกำลังพลที่มีความรู้ ความสามารถสูง มีขวัญและกำลังใจในการทำงาน ในอันที่จะรองรับกับเทคโนโลยีสมัยใหม่สาขาต่างๆ เพื่อสอดคล้องกับคุณลักษณะของกำลังทางอากาศยุคใหม่

กองทัพอากาศในทศวรรษหน้า จะมีระบบส่งกำลังบำรุงที่กะทัดรัด คล่องแคล่ว ตอบสนองความต้องการ ทางด้านยุทธการ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยจะโอนงาน การซ่อมบำรุงอากาศยานขั้นโรงงาน ให้เอกชนดำเนินการ นอกจากนี้ งานด้ายบริการอื่นๆ เช่น การขนส่ง พลาธิการ สวัสดิการ การรักษาพยาบาล ก็จะแปลงงาน ส่วนใหญ่ ให้ภาครัฐ หรือเอกชน รับไปดำเนินการเช่นกัน ซึ่งในช่วงแรก กองทัพอาจจะสนับสนุนสถานที่ อุปกรณ์รวมทั้งช่างฝีมือต่างๆ อันจะเป็นการเสริมมาตรการ ในการลดกำลังพล ได้อีกทางหนึ่ง
หากดำเนินการได้ตามแผน อาจจะปรับลดกำลังพลเข้าสู่ภาคเอกชนได้อีกประมาณ 10,000 คน ที่สำคัญ การดำเนินการดังกล่าว จะเป็นการช่วยเสริมสร้าง อุตสาหกรรมด้านต่างๆ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการบินของประเทศ สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล อย่างไรก็ตาม การดำเนินการในเรื่องนี้ จะมีความเป็นไปได้ มากน้อยแค่ชั้นไหน ต้องขึ้นอยู่กับการที่กองทัพอากาศ ต้องได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล ในด้านกฏและระเบียบต่างๆ ตามสมควร
| :::: Back :::: | News & Articles | :::: Home :::: |