๙ เมษายน วันกองทัพอากาศ

​                นับตั้งแต่เมื่อปี ๒๔๕๓ ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ กิจการด้านการบินของประเทศไทย กำเนิดขึ้นเมื่อ นาย Charles van den born นักบินชาวเบลเยี่ยม ทำการแสดงการบินของเครื่องบินปีกสองชั้นแบบ Henri Farman IV (อ็องรีฟาร์ม็อง ๔) ชื่อ “Wanda” เป็นครั้งแรกที่ให้ชาวไทยได้รู้จักกับเครื่องบิน ณ สนามม้าสระปทุม (ราชกรีฑาสโมสร)

กระทรวงกลาโหมออกคำสั่งที่ ๒๑๑/๒๑๗๑๕ เพื่อให้นายทหารสามนาย ภายหลังจากที่คัดเลือกแล้วไปเข้าเรียนโรงเรียนการบินและศึกษาวิชาการบินและการช่างอากาศในประเทศฝรั่งเศส ประกอบด้วย

​            ๑. นายพันตรี หลวงศักดิ์ศัลยาวุธ (สุณี สุวรรณประทีป) ผู้บังคับการกองพันพิเศษ กองพลที่ ๕

            ๒. นายร้อยเอก หลวงอาวุธสิขิกร (หลง สินศุข) ผู้รั้งผู้บังคับการกองพันพิเศษ กองพลที่ ๙

            ๓. นายร้อยโท ทิพย์ เกตุทัต ผู้บังคับกองร้อยที่ ๓ โรงเรียนนายร้อยชั้นมัธยม

            ในขณะที่นายทหารทั้งสามกำ ลังศึกษาวิชาการบินอยู่นั้น ทางราชการได้สั่งซื้อเครื่องบิน ๗ เครื่อง

และเจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ ได้ร่วมสมทบเงินซื้อเครื่องบินให้ทางราชการด้วย ๑ เครื่อง รวมมีเครื่องบิน ๘ เครื่อง คือ เครื่องบินเบรเกต์

ปีก ๒ ชั้น จำนวน ๔ เครื่อง และเครื่องบินนิเออปอรต์ปีกชั้นเดียว จำนวน ๔ เครื่อง

            ในระยะแรกได้ใช้สนามม้าสระปทุมหรือราชกรีฑาสโมสรในปัจจุบันเป็นสนามบิน แต่ด้วยความไม่สะดวกหลายประการ

จึงได้พิจารณาหาพื้นที่ที่มีความเหมาะสมต่อการบินและได้เลือกเอาตำบลดอนเมืองเป็นที่ตั้งสนามบิน พร้อมทั้งได้ก่อสร้างอาคารต่าง ๆ อย่างถาวรขึ้น พร้อมกับย้ายกำลังพล อุปกรณ์ และเครื่องบินไปไว้ยังที่ตั้งใหม่

            ตามคำสั่งกระทรวงกลาโหม ที่ ๒๙๑/๒๖๘๒๖ ลงวันที่ ๒๗ มีนาคม พ.ศ.๒๔๕๗ ให้จัดตั้ง "กองบินทหารบก" และให้ย้ายนายทหาร ๓ คน ไปดำรงตำแหน่ง ดังนี้

            ๑. นายพันโท พระเฉลิมอากาศ เป็นผู้บังคับการกองบิน

            ๒. นายพันตรี หลวงอาวุธสิขิกร เป็นผู้ช่วยผู้บังคับการกองบิน

            ๓. นายร้อยเอก หลวงทะยานพิฆาต เป็นผู้ช่วยผู้บังคับการกองบิน

            กองทัพอากาศได้ถือเอาวันที่ ๒๗ มีนาคมของทุกปี เป็น “วันที่ระลึกกองทัพอากาศ” และได้ยกย่องนายทหาร

ทั้ง ๓ คน เป็น "บุพการีทหารอากาศ"

            บทบาทของกำลังทางอากาศ ได้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญและมีการพัฒนาอย่างเป็นลำดับโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเข้าร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่ ๑ กับพันธมิตรในยุโรป เมื่อปี ๒๔๖๐ ซึ่งทำให้ชื่อเสียง และเกียรติภูมิของชาติเป็นที่ยอมรับและยกย่องเป็นอันมาก ต่อมาทางราชการได้ยกฐานะกองบินทหารบกขึ้นเป็น “กรมอากาศยานทหารบก”

            ในปี พ.ศ.๒๔๖๕ กระทรวงกลาโหมได้พิจารณาเห็นว่า กำลังทางอากาศมิได้มีความสำคัญเฉพาะทางด้านการทหารเท่านั้น

แต่มีประโยชน์อย่างกว้างขวางต่อกิจการด้านอื่น ๆ อีกด้วย จึงได้แก้ไขการเรียกชื่อจากกรมอากาศยานทหารบก เป็น “กรมอากาศยาน” และเป็น “กรมทหารอากาศ” ในเวลาต่อมา โดยให้อยู่ในบังคับบัญชาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมโดยตรง พร้อมทั้งได้มีการกำหนดยศทหาร และการเปลี่ยนแปลงเครื่องแบบจากสีเขียวมาเป็นสีเทา ดังเช่นปัจจุบัน

            ต่อมากระทรวงกลาโหม ได้ยกฐานะ กรมทหารอากาศ ขึ้นเป็น “กองทัพอากาศ” เมื่อวันที่ ๙ เมษายน ๒๔๘๐ ภายหลังจึงได้กำหนดให้ วันที่ ๙ เมษายน ของทุกปี เป็น “วันกองทัพอากาศ”

            กำลังทางอากาศได้พัฒนารุดหน้าอย่างรวดเร็ว และเป็นกำลังสำคัญในการปกป้องรักษาอธิปไตยของชาติ อาทิ กรณีพิพาทอินโดจีนฝรั่งเศส สงครามมหาเอเชียบูรพา และการปราบปรามผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ รวมทั้งเข้าร่วมกับกองกำลังสหประชาชาติ ในสงครามเกาหลี และพันธมิตรในสงครามเวียดนาม ตลอดจนการปฏิบัติการรักษาสันติภาพร่วมกับสหประชาชาติในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วโลก จากเครื่องบินใบพัดเพียง ๘ เครื่องในอดีต จนถึงเครื่องบินไอพ่นที่ทันสมัยในปัจจุบัน กองทัพอากาศขอยืนยันที่จะดำรงความมุ่งมั่นในภารกิจที่จะพิทักษ์รักษาเอกราชและอธิปไตยของชาติไว้ให้มั่นคงสถาพรสืบไป


Facebook

ดำเนินการโดย คณะเจ้าหน้าที่ทำงานเว็บไซต์กองทัพอากาศ กองทัพอากาศ ดอนเมือง กรุงเทพฯ 10210
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ.2559 ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537
RTAF Home   | ติดต่อเรา | แผนผังเว็บไซต์ | นโยบายการรักษาความมั่นคงปลอดภัย | นโยบายเว็บไซต์ | นโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล | การปฏิเสธความรับผิด |
[ RTAF Call Center: 0-2534-6000 ]
Web Stats Web Stats RSS RTAF mail